![]() |
| ภารกิจ | | กฎหมายทางทะเล | | โครงการศึกษาวิจัย | | เอกสารเผยแพร่ | | รู้จักเรา | 13/02/2004 16:54 |
|
|
![]() |
|
โครงการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและการควบคุมน้ำทิ้ง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงกุ้งทะเล โดยในปี 2541 ผลผลิตกุ้งทะเลมีมูัลค่าถึง 67,000 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันกิจกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้ก่อให้เกิดน้ำเสีย ซึ่งประกอบด้วยของเสียต่างๆ เช่น ของเสียจากการขับถ่ายของกุ้ง อาหารที่กุ้งกินไม่หมด สารอินทรีย์และสารแขวนลอย ฯลฯ เป็นปริมาณมากในแต่ละปี ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาต่างๆ ตามมาเช่น ปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรมลง จนไม่สามารถนำมาใช้เลี้ยงกุ้งได้ ปัญหาการเกิดโรคระบาดจนทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ ผลกระทบที่ตามมาคือ การขยายตัวของการเลี้ยงกุ้งทะเลเข้าไปในเขตน้ำจืด เป็นต้น แนวทางหนึ่งในการจัดการน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้งจาการเพาะเลี้ยงสัตว์นำ้ชายฝั่ง เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเสียให้อยู่ในระดับที่แหล่งน้ำธรรมชาติรองรับได้ และเพื่อการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่การจัดการนำ้ทิ้งให้มีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน ฯ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการศึกษาหารูปแบบการจัดการหรือการบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม และมีความคุ้มค่าทางเศณษฐศาสตร์เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้ในการจัดการบำบัดน้ำ้เสียจาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ในปัจจุบันการศึกษาระบบบำบัดน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งทะเลที่มีอยู่เป็นเพียงการทดลองเบื้องต้นเท่านั้น และบางระบบยังมีประสิทธิภาพไม่แน่นอนดังนั้นจึงต้องพัฒนาหารูปแบบการจัดการและรูปแบบของระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้การเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนตลอดไป ในปี 2544 กรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านการกำหนดนโยบาย และแผนการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้านการควบคุมมลพิษ ในปี 2544 ได้มอบหมายให้คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการโครงการพัฒนาระบบน้ำเสียที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โดยแนวคิดหลักในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย จากการเลี้ยงกุ้งต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเป็นที่ยอมรับได้ของผู้ประกอบการจะต้องสามารถบำบัดน้ำทิ้งให้มีคุณสมบัติ ตามมาตรฐานได้ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่นานเกินไป เพื่อลดปัญหาที่ต้องใช้พื้นที่ ขนาดใหญ่ในการบำบัดหรือเก็บกักน้ำทิ้งการออกแบบระบบบำบัดต้นแบบได้อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทั้งหมดโดยทั่วไปพบว่า ปริมาณการระบายน้ำทิ้งจะมีมากในช่วงการจับกุ้ง เนื่องจากต้องระบายน้ำให้แห้งทั้งบ่อ การศึกษาเบื้องต้นพบว่าคุณสมบัติ 2 ประการของน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ สามารถนำมาพัฒนาระบบบำบัดน้ำทิ้งได้คือ อัตราการตกตะกอนที่เร็วตามธรรมชาติและสารอินทรีย์ใน้ำทิ้งสามารถสลายตัวได้ค่อนข้างเร็วดังนั้น คณะผู้วิจัยได้สรุปออกแบบระบบบำบัดที่มีลักษณะดังนี้ 1. ประกอบด้วยหน่วยบำบัดหลัก 2 หน่วย คือ หน่วยบำบัดโดยกระบวนการตกตะกอน และหน่วยบำบัดโดยกระบวนการให้อากาศ 2. เป็นระบบบำบัดที่แต่ละหน่วยบำบัดมีขนาดปริมาตรความจุเท่ากับปริมาตรบ่อเลี้ยงเพื่อสามารถรองรับปริมาณน้ำทิ้งได้หมดทั้งบ่อ เมื่อเวลาจับกุ้ง 3. เป็นระบบบำบัดที่ใช้ระยะเวลาในการบำบัดสั้นๆ ในช่วง 8 - 11 วัน ในการบำบัดน้ำทิ้งให้เข้าสู่มาตรฐาน โดยใช้เวลาตกตะกอน 12 - 24 ชั่วโมง และระยะเวลาให้อากาศ 7 -10 วัน ภาพรวมของระบบบำบัดประกอบด้วย บ่อดิน อย่างน้อย 2 บ่อ มีพื้นที่ และปริมาตรไม่น้อยกว่าบ่อเลี้ยงกุ้งในฟาร์มบ่อทั้งสองควรมีส่วนที่รับน้ำทิ้งจากระบบที่สูบเข้า เพื่อลดการฟุ้งกระจายของตะกอนดินพื้นบ่อ บ่อให้อากาศประกอบด้วยเครื่องให้อากาศได้อย่างเพียงพอที่จะลดปริมาณออกซิเจนในน้ำให้อยู่ใกล้ระดับอิ่มตัวทั่วทั้งบ่อความลึกของน้ำไม่ควรเกิน 1.1 - 1.5 เมตร เพื่อให้ใช้เครื่องให้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบระบายน้ำทิ้งออกจากบ่อ ประเมินประสิทธิภาพ โดยรวมของระบบบำบัดโดยประเมินจากคุณภาพน้ำทิ้งเริ่มต้นในบ่อตกตะกอนและคุณภาพน้ำทิ้งที่บำบัดครบ 7 หรือ 10 วัน พบว่าระบบบำบัดสามารถบำบัด total suspended solids ได้โดยเฉลี่ย 83.5% , BOD 57.8% , total ammonia 90.9% , total nitrogen 58.5% , hydrogensulphide 94.0% , และ total phosphorus 49.2% โดยระบบบำบัดมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบำบัด hydrogensulphide และ total ammonia |