|
3.2
ผลการศึกษาวิเคราะห์สัตว์น้ำ
การสะสมของโลหะหนักในสัตว์น้ำที่สำรวจทั้งในปี
2541
และจากที่มีรายงานไว้ในอดีต
สรุปได้ดังนี้
1)
การสะสมของโลหะหนักในปลากระบอก
ปริมาณสังกะสี
ที่พบในเนื้อเยื่อปลากระบอกมีพิสัย
15.90-128.00
mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
และมีค่าเฉลี่ยทั้งอ่าวไทย
38.89 mg/Kg เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกแล้วจะมีค่าสูงสุด
33.77
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุด
100 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ปลากระบอก
ที่รวบรวมได้จากบริเวณปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
มีการสะสมสังกะสี
มากที่สุด
Hot Spot คือ
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
คิดเป็นร้อยละ
28.6
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
ปริมาณทองแดง
ที่พบในเนื้อเยื่อปลากระบอกมีพิสัยเท่ากับ
0.80-3.21
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยทั้งอ่าวไทย
1.78 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุด
0.85
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุด
20 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ดังนั้นปริมาณทองแดง
ในเนื้อเยื่อปลากระบอกจึงไม่เกินค่ามาตรฐานกำหนด
บริเวณ Hot Spot
ได้แก่
ปากแม่น้ำชุมพร
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
ปากแม่น้ำปากพนัง
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
21.4
ของสถานีที่รวบรวมได้
ปริมาณแคดเมียม
ที่พบในเนื้อเยื่อปลากระบอกมีพิสัยเท่ากับ
1.70-2.29
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยทั้งอ่าวไทย
1.97 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุด
0.60
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศออสเตรเลียกำหนดให้มีค่าสูงสุดได้
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ดังนั้นปริมาณแคดเมียม
ในปลากระบอกจึงไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดเป็นสากล
ปลากระบอกที่รวบรวมได้จากปากแม่น้ำหลังสวนมีค่าแคดเมียม
สูงสุด
Hot Spot
ของแคดเมียม
ได้แก่
ปากแม่น้ำหลังสวน
และปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
คิดเป็นร้อยละ
14.3
ของสถานีที่รวบรวมได้
ปริมาณปรอท
ที่พบในปลากระบอกมีพิสัยเท่ากับ
0.056-0.169
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยทั้งอ่าวไทยเท่ากับ
0.106 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุด
0.045
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดไม่เกิน
0.5 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ปลากระบอกที่รวบรวมได้จากปากแม่น้ำเจ้าพระยามีค่าสูงสุด
0.236 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
Hot Spot ได้แก่
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ปากแม่น้ำแม่กลอง
ปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
และปากแม่น้ำปัตตานี
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
35.7
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณสารหนู
ที่พบในปลากระบอกมีพิสัยเท่ากับ
0.1-0.4 mg/Kg มีค่าเฉลี่ย
0.2 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดของ
สารหนู
เท่ากับ 0.11
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดเท่ากับ
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot ของสารหนู
ได้แก่
ปากแม่น้ำตรัง
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
คิดเป็นร้อยละ
21.4
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
2)
การสะสมของโลหะหนักในกุ้งแชบ๊วย
ปริมาณสังกะสี
ที่พบในเนื้อเยื่อของกุ้งแชบ๊วยมีพิสัยเท่ากับ
47.50-137.00
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ย
64.68 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ
37.95
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าเท่ากับ
100 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำชุมพร
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
18.2
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณทองแดง
ที่พบในเนื้อเยื่อของกุ้งแชบ๊วยมีพิสัยเท่ากับ
9.65-18.40
mg/Kg มีค่าเฉลี่ย
13.59 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ
5.10
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าเท่ากับ
20 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot ได้แก่
ปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำบางปะกง
ปากแม่น้ำปราณบุรี
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
45.45
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณแคดเมียม
ที่พบในเนื้อเยื่อของกุ้งแชบ๊วยมีพิสัยเท่ากับ
1.56-2.48
mg/Kg มีค่าเฉลี่ย
2.01
mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ
0.69
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศออสเตรเลียกำหนดให้มีค่าไม่เกิน
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำปากพนัง
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
และปากแม่น้ำปราณบุรี
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
27.27
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณปรอท
ที่พบในกุ้งแชบ๊วยมีค่าพิสัยเท่ากับ
0.068-0.175 mg/Kg มีค่าเฉลี่ย
0.107 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ
0.049
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดได้ไม่เกิน
0.5 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำปากพนัง
ปากแม่น้ำหลังสวน
คิดเป็นร้อยละ
36.36
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
ปริมาณสารหนู
ที่พบในกุ้งแชบ๊วยมีพิสัย
0.1-0.9 mg/Kg
มีค่าเฉลี่ย
0.3 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ
0.25 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดเท่ากับ
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot ได้แก่
บริเวณปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
และปากแม่น้ำปัตตานี
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
27.27
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
3)
การสะสมของโลหะหนักในหอยแครง
ปริมาณสังกะสี
ที่พบในหอยแครงมีพิสัยเท่ากับ
56.80-190.70
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
103.87 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดของสังกะสีในหอยแครงมีค่าเท่ากับ
44.14
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสังกะสีสูงสุด
100 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำชุมพร,ปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำปัตตานี
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
ปากแม่น้ำปากพนัง
คิดเป็นร้อยละ
45.45
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
ปริมาณทองแดง
ที่พบในหอยแครงมีพิสัยเท่ากับ
2.21-7.21
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
4.5 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดของทองแดงในหอยแครงมีค่าเท่ากับ
1.67
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าทองแดงสูงสุดไม่เกิน
20 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ปากแม่น้ำปากพนัง
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำหลังสวน
และปากแม่น้ำบางปะกง
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
45.45
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างได้
ปริมาณแคดเมียม
ที่สะสมในหอยแครงมีพิสัยเท่ากับ
0.09-6.88
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
3.14 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดของแคดเมียมในหอยแครงจะมีค่าเท่ากับ
1.59
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศออสเตรเลียกำหนดให้มีค่าสูงสุดไม่เกิน
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot ได้แก่
บริเวณปากแม่น้ำเพชรบุรี
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำปากพนัง
ตามลำดับ
คิดเป็นร้อยละ
27.27
ของสถานีที่รวบรวมสัตว์น้ำได้
ปริมาณปรอท
ที่สะสมในหอยแครงมีพิสัยได้เท่ากับ
0.045-0.209
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
0.091 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดของปรอทในหอยแครงมีค่าเท่ากับ
0.048 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้
0.5 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ปากแม่น้ำตรัง
ปากแม่น้ำแม่กลอง
คิดเป็นร้อยละ
36.36
ของจำนวนสถานีที่เก็บรวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณสารหนู
ที่สะสมในหอยแครงมีพิสัยเท่ากับ
0.1-1.0
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
0.4 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ได้จะมีค่าเท่ากับ
0.23 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่าสูงสุดที่ยอมให้มีได้ตามมาตรฐานของประเทศไทยเท่ากับ
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำปัตตานี
ปากแม่น้ำแม่กลอง
ปากแม่น้ำบางปะกง
คิดเป็นร้อยละ
27.2
ของจำนวนสถานีที่เก็บรวบรวมตัวอย่าง
4)
การสะสมโลหะหนักในหอยแมลงภู่
ปริมาณสังกะสี
ที่พบสะสมอยู่ในหอยแมลงภู่มีพิสัยเท่ากับ
54.10-102.40
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
68.19 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ได้จะมีค่าเท่ากับ
18.62
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่าสูงสุดที่มาตรฐานประเทศไทยกำหนดให้มีได้
100 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ปากแม่น้ำระยอง
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
ปากแม่น้ำปากพนัง
คิดเป็นร้อยละ
36.36
ของสถานีทั้งหมด
ปริมาณทองแดง
ที่สะสมในหอยแมลงภู่มีพิสัยเท่ากับ
6.51-11.55
mg/Kg มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
8.4 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ
2.10
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ซึ่งน้อยกว่าค่าสูงสุดที่มาตรฐานประเทศไทยกำหนดให้มีได้
20 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ปากแม่น้ำชุมพร
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำท่าจีน
ปากแม่น้ำแม่กลอง
คิดเป็นร้อยละ
45.45
ของสถานีที่รวบรวมตัวอย่างสัตว์น้ำทั้งหมด
ปริมาณแคดเมียม
ที่พบสะสมในหอยแมลงภู่มีพิสัยเท่ากับ
0.35-3.75
mg/Kg มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
1.88 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ตรวจพบมีค่าเท่ากับ
0.68
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่ค่าสูงสุดที่มาตรฐานของออสเตรเลียกำหนดให้มีได้คือ
2 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot ได้แก่
บริเวณปากแม่น้ำชุมพร
ปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง
ปากแม่น้ำเพชรบุรี
คิดเป็นร้อยละ
36.36
ของบริเวณสถานีที่เก็บรวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณปรอท
ที่พบสะสมในหอยแมลงภู่มีพิสัยเท่ากับ
0.058-0.320
mg/Kg
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
0.132 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ตรวจพบมีค่าเท่ากับ
0.058
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดได้
0.5 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำปากพนัง
ปากแม่น้ำระยอง
ปากแม่น้ำปัตตานี
ปากแม่น้ำแม่กลอง
คิดเป็นร้อยละ
36.36
ของสถานีที่เก็บรวบรวมตัวอย่าง
ปริมาณสารหนู
ที่พบสะสมอยู่ในหอยแมลงภู่มีพิสัยเท่ากับ
0.2-4.9
mg/Kg มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
1.6 mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ตรวจพบมีค่าเท่ากับ
0.89
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดค่าสูงสุดให้มีค่าเท่ากับ
2 mg/Kg น้ำหนักเปียก
Hot Spot
ได้แก่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง
ปากแม่น้ำชุมพร
ปากแม่น้ำปากพนัง
คิดเป็นร้อยละ
27.27
ของสถานีที่เก็บรวบรวมตัวอย่าง
นอกจากนั้นหอยแมลงภู่ที่นำมาวิเคราะห์พบว่ามีการสะสมของ
ตะกั่ว 8.75
mg/Kg
น้ำหนักแห้ง
ในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียกมีค่าเท่ากับ
1.59
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ในขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยกำหนดให้มีค่าสูงสุดได้
1 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
แต่ประเทศแคนาดากำหนดให้มีค่าสูงสุดได้
10 mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ปริมาณตะกั่วในหอยแมลงภู่ตรวจพบตัวอย่างเดียว
และมีค่าเกินกว่ามาตร-ฐานกำหนดของประเทศไทยเล็กน้อย
แต่ไม่เกินกำหนดค่าที่ประเทศแคนาดาที่กำหนด
เป็นที่น่าสังเกตว่าปริมาณโครเมียม
ในหอยแมลงภู่สามารถตรวจพบได้ในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง
และปากแม่น้ำปัตตานี
โดยมีพิสัยเท่ากับ
3.1-5.3
mg/Kg และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
4.1 mg/Kgน้ำหนักแห้ง
เมื่อเปลี่ยนหน่วยเป็น
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
ค่าสูงสุดที่ตรวจพบคือ
0.96
mg/Kg
น้ำหนักเปียก
4.
ชนิด
ความหนาแน่นและการกระจายตัวของแพลงค์ตอน
4.1
ผลการตรวจวิเคราะห์แพลงค์ตอนในอ่าวไทย
1)
ผลการสำรวจครั้งที่
1 (ฤดูแล้ง
วันที่ 2
มีนาคมถึง 30
เมษายน 2541)
จากการสำรวจชนิดของแพลงค์ตอนจำนวน
15 สถานี
บริเวณปากแม่น้ำระยอง,
ปากแม่น้ำบางปะกง,
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา,
ปากแม่น้ำท่าจีน,
ปากแม่น้ำแม่กลอง,
ปากคลองบ้านแหลม,
ปากแม่น้ำปราณบุรี,
ปากแม่น้ำกุยบุรี,
ปากแม่น้ำชุมพร,
ปากแม่น้ำหลังสวน,
ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง,
ปากแม่น้ำปากพนัง,
ปากแม่น้ำปัตตานี,
ปากแม่น้ำสายบุรี
และปากแม่น้ำตรัง
พบแพลงค์ตอน
80 ชนิด
ชนิดเด่น (Dominant Species
)
คิดเป็นร้อยละขององค์ประกอบโดยรวม
(Percent Composition)
ของปริมาณแพลงค์ตอนที่สำรวจพบทั้งหมดได้แก่
Chaetoceros sp. 34.68%
รองลงมาได้แก่
Cosinodiscus sp. 12.40% , Rhizosolenia sp. 8.29 %
แพลงค์ตอนที่พบมีการแพร่กระจายในทุกสถานีที่สำรวจ
ได้แก่ Chaetoceros sp., Cosinodiscus
sp., Nitzschia sp.,
Rhizosolenia sp., Copepod nauplius, Cyclopoid copepod
และ Calanoid copepods
และแพลงค์ตอนที่มีการแพร่กระจายตั้งแต่
10
สถานีขึ้นไป
แต่ไม่ครบทุกสถานีที่สำรวจได้แก่
Odontella sp., Skeletonema sp., Thalassiothix sp., Oscillatoria sp.,
Eutintinnus sp. และ Tintinnopsis sp.
·
แพลงค์ตอนกลุ่มเด่นที่มีปริมาณและการแพร่กระจายมากกว่ากลุ่มอื่นๆ
คือพวก Diatom
แพลงค์ตอนในกลุ่มของ
Blue-Green
Alage
พบแพร่กระจายเกือบทุกสถานีในปริมาณไม่มาก
แพลงค์ตอนในกลุ่มของ
Dinoflagellate
พบในปริมาณค่อนข้างน้อยและพบในบางสถานีเท่านั้น
สรุปได้ว่าปริมาณของแพลงค์ตอนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกติ
แม้ว่าจะมีแพลงค์ตอนบางชนิดเช่น
Chaetoceros sp. ที่มีถึง
34%
แต่เนื่องจากเป็น
Diatom
เส้นสายที่มีขนาดเล็ก
และเป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนหลายชนิด
จึงไม่ส่งผลกับคุณภาพน้ำโดยทั่วไป
·
แต่ละสถานีที่สำรวจมีความหลากหลายของชนิดแพลงค์ตอนค่อนข้างมาก
ไม่พบบริเวณที่มีชนิดของแพลงค์ตอนชนิดใดชนิดหนึ่ง
Bloom
มากจนเป็นชนิดเด่นเพียงชนิดเดียวอย่างเด่นชัด
·
แพลงค์ตอนกลุ่มเด่นที่พบ
ไม่มีรายงานพบการเกิดเป็นแพลงค์ตอนพิษ
และมิใช่กลุ่มหรือชนิดพันธุ์ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี
·
แพลงค์ตอนแต่ละชนิดในทุกสถานีนั้นส่วนใหญ่จะมีจำนวนชนิดของแพลงค์ตอนอยู่หลายชนิดปะปนกัน
จึงมีโอกาสในการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้ค่อนข้างน้อย
2)
ผลการสำรวจครั้งที่
2 (ฤดูฝน
วันที่ 9
มิถุนายน
ถึง 20 กรกฎาคม
2541)
พบแพลงค์ตอน
88 ชนิด
ชนิดเด่นมากที่สุด
(Dominant
Species) คิดเป็นร้อยละขององค์ประกอบโดยรวม
ของปริมาณแพลงค์ตอนที่สำรวจพบทั้งหมด
คือ
Skeletonema sp.
พบ 75.49%
แพลงค์ตอนที่พบมีการแพร่กระจายทุกสถานีสำรวจ
ได้แก่
Coscinodiscus sp.,
Nitzshia sp.,
Pleurosigma sp.,
Oscillatoria sp.
·
พบการ
Bloom อย่างมากของแพลงค์ตอนกลุ่ม
Diatom โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
Skeletonema sp. คิดเป็น
98.34% มีค่าดัชนีความหลากหลาย
(Shannon-Welner Index)
เป็น 0.109893
ซึ่งตามเกณฑ์ของ
Whitton (1975)
จัดให้บริเวณสถานีที่
2
เป็นบริเวณที่แหล่งน้ำได้รับมลพิษรุนแรง
แต่เนื่องจาก
Skeletonema เป็น Diatom
เส้นสายที่มีขนาดเล็ก
เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน
และไม่จัดเป็น
Toxic Plankton ผลกระทบจากการเกิด
Over Bloom
จึงไม่รุนแรง
เช่นเดียวกับการเกิด
Over Bloom
ของแพลงค์ตอนที่มีเซลล์ขนาดใหญ่
เช่น Noctiluca sp.
·
แพลงค์ตอนในกลุ่มที่
2
ส่วนใหญ่ที่พบในต้นฤดูฝนเป็น
Diatom
เนื่องมาจากอิทธิพลของฤดูกาล
ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยจำกัดหลายประการ
มีผลทำให้แพลงค์ตอนมีการเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในปริมาณที่แตกต่างกัน
Diatom
เป็นแพลงค์ตอนที่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ในช่วงกว้าง
15-35
องศาเซลเซียส
และชอบอาศัยในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ
(ลัดดา, 2530)
·
แพลงค์ตอนกลุ่มที่เด่นรองจาก
Diatom ได้แก่พวก
Blue-Green Algae
ซึ่งทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดี
แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง
(ไมตรีและจารุวรรณ,
2528) จึงทำให้แพลงค์ตอนกลุ่มนี้
แม้จะพบอยู่ในสถานีสำรวจส่วนใหญ่
แต่ไม่ใช่กลุ่มเด่นที่สุดในทุกสถานี
5.
การศึกษาปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี
ได้ดำเนินการศึกษาปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี
โดยอาศัยเครือข่ายได้แก่
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มหาวิทยาลัยบูรพา
ศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนบน
ยานนาวา
กรุงเทพฯ
ศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
จ.ระยอง
ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์น้ำทะเลภาคใต้
เก้าเส้ง
จ.สงขลา
และสถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเลภาคใต้
เพื่อแจ้งข่าวปรากฏการณ์
และคณะผู้ศึกษาได้เข้าสำรวจพื้นที่ได้ทันเหตุการณ์
การสำรวจปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีบริเวณอ่าวพัทยาและชายหาดจอมเทียน
เมื่อวันที่
28 สิงหาคม 2540
รับแจ้งข่าวจากมหาวิทยาลัยบูรพา
ขณะสำรวจการ
Bloom ของแพลงค์ตอนนั้นได้หยุดลงแล้ว
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
·
เริ่มเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีประมาณกลางเดือนสิงหาคม
เริ่มมีกลิ่นประมาณวันที่
23-26 สิงหาคม 2540
ปรากฏการณ์ครอบคลุมอ่าวพัทยา
นับจากหาดจอมเทียน-พัทยาใต้-พัทยากลาง-พัทยาเหนือ
และนาเกลือ
ทั้งนี้คาดว่าเกิดเพราะบริเวณชายฝั่งได้รับธาตุอาหารที่ปะปนมากับการชะล้างของน้ำฝนจากแผ่นดินตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
เพิ่มเติมจากที่ได้รับจากแหล่งชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่น้ำทะเลเริ่มมีกลิ่น
แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มจำนวนขึ้นถึงระดับที่ปริมาณออกซิเจนในแหล่งน้ำไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
เข้าสู่ระยะที่เกิดการตายเป็นจำนวนมากของแพลงค์ตอน
·
สภาพโดยทั่วไปน้ำมีสีเขียวน้ำตาลในบริเวณใกล้ชายหาดออกไปไม่เกิน
100 เมตร
·
ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำที่เก็บในวันที่
29 สิงหาคม 2540
ครอบคลุม 5
จุดสำรวจ
พบประเด็นน่าสนใจดังนี้
·
ระดับอุณหภูมิและความเค็มของน้ำทะเลเป็นปกติ
ไม่มีความแตกต่างกันในแต่ละจุดสำรวจ
·
ระดับความเป็นกรด-ด่างของน้ำค่อนข้างสูง
8.5-9.1 เมื่อเทียบกับระดับของน้ำทะเลปกติ
แพลงค์ตอนในกลุ่มของ
Cyanophyta โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
Oscillatoria sp.
มีปริมาณมาก
และเป็นชนิดเด่นในทุกจุดสำรวจ
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเป็นกรด-ด่างของน้ำสูงขึ้นกว่าระดับปกติ
·
ปริมาณ
Silica
ตรวจพบมากบางจุดสำรวจ
·
พบแพลงค์ตอนสัตว์
17 ชนิด
แพลงค์ตอนพืช
41 ชนิด
มี Oscillatoria
sp.
เป็นชนิดเด่น
(Dominant Species)
41.43 %
แพลงค์ตอนที่เป็นสาเหตุทำให้น้ำเสียบ่อยที่สุดในประเทศไทย
คือ Oscillatoria
erytrea หรืออีกชื่อหนึ่งคือ
Trichodesmium erythraem
(จินดาพร,
2540) สำหรับกลุ่มของแพลงค์ตอนสัตว์พบ
Vorticella sp.
เป็นชนิดเด่น
4.9%
เนื่องจากเป็นแพลงค์ตอนสัตว์ซึ่งมักจะพบว่าเจริญได้ดีในสภาวะที่มีอินทรีย์สารมาก
·
ตรวจไม่พบค่าของแอมโมเนีย-ไนโตรเจน
และไนเตรต-ไนโตรเจนในทุกจุดของการสำรวจ
เนื่องจากธาตุอาหารส่วนใหญ่ถูกแพลงค์ตอนนำไปใช้ขณะที่เพิ่ม
และในช่วงเวลาที่ทำการตรวจวัดนั้นเป็นช่วงหลังของการเกิดปรากฏการณ์เพิ่มจำนวนอย่างมากของแพลงค์ตอน
6.
ปริมาณน้ำเสียรวมในรูปสารอาหาร
การศึกษาธาตุอาหารที่ปนอยู่ในน้ำที่ระบายจากปากแม่น้ำบางปะกง
ครอบคลุมการศึกษาปริมาณ
ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัส
ไนไตรท์-ไนโตรเจน
ไนเตรต-ไนโตรเจน
แอมโมเนีย-ไนโตรเจน
และซิลิเกต
ตลอดจนการวัดอัตราไหลของน้ำเพื่อคำนวณหาค่าปริมาณธาตุอาหาร
6.1
ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ
การดำเนินการออกสำรวจปริมาณน้ำเสียรวมในรูปสารอาหารบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้ง
(เมษายน)
และในช่วงต้นฤดูฝน
(กรกฎาคม)
ได้ผลการตรวจวิเคราะห์พารามิเตอร์ต่างๆ
ดังต่อไปนี้
·
ปริมาณฟอสเฟตบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงทั้งฤดูแล้งและต้นฤดูฝน
มีค่าค่อนข้างต่ำ
ปริมาณในช่วงฤดูแล้งสูงกว่าต้นฤดูฝน
ซึ่งอาจเป็นเพราะมีฟอสเฟตเพิ่มเติมลงสู่แม่น้ำจากภาคการเกษตร
แหล่งชุมชน
และอุตสาหกรรม
ตะกอนที่ถูกชะจากฝนมีบทบาทควบคุมปริมาณฟอสเฟตในบริเวณปากแม่น้ำเนื่องจากสามารถดูดซับเอาปริมาณฟอสเฟตไว้
·
ค่าของสารประกอบไนโตรเจนในช่วงต้นฤดูฝนสูงกว่าในฤดูแล้ง
และในช่วงน้ำตายจะมีปริมาณสูงกว่าช่วงน้ำเกิด
ค่าเฉลี่ยของสารประกอบไนโตรเจนที่พบบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงยังไม่อยู่ในระดับอันตราย
หรือก่อให้เกิดมลพิษทั้งในฤดูแล้งและต้นฤดูฝน
·
ซิลิคอนเป็นธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตในทะเลบางชนิด
เช่น Diatom
, Radiolaria
เพราะถูกนำไปใช้ในการสร้างโครงสร้างส่วนแข็งของเซลล์
บริเวณปากแม่น้ำบางปะกงพบซิลิเกตในช่วงต้นฤดูฝนมากกว่าในฤดูแล้ง
และในช่วงน้ำเกิดและน้ำตายในฤดูกาลเดียวกันมีค่าค่อนข้างใกล้เคียงกัน
ในประเทศไทย
มนุวดี
หังสพฤกษ์
และคณะ (2528)
พบว่าความเข้มข้นของซิลิเกตบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงเกิดการเปลี่ยนแปลงไป
เพราะการผสมผสานกันของน้ำจืดกับน้ำทะเล
ซึ่งเป็นพฤติกรรมแบบ
Conservative ค่าของซิลิเกตที่สูงขึ้นในฤดูฝน
เนื่องจากบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงมีการ
Bloom
ของแพลงค์ตอนในกลุ่ม
Diatom
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้ซิลิคอนในธรรมชาติ
6.2
การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารอาหารในวัฎจักรน้ำขึ้นน้ำลง
สรุปผลได้ดังนี้
·
ความเข้มข้นของสารอาหารไนโตรเจน
(แอมโมเนีย
ไนเตรต
ไนไตรท์) และซิลิเกต
สูงขึ้นเมื่อน้ำลง
และจะลดต่ำลงเมื่อน้ำขึ้น
ส่วนธาตุอาหารฟอสเฟตจะมีปริมาณสูงเมื่อน้ำขึ้นและลดลงเมื่อน้ำลง
·
การตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำในวัฎจักรน้ำขึ้น-น้ำลง
ณ จุดสำรวจ
พบการไหลของน้ำสุทธิ
มีทิศทางการไหลออกสู่ทะเล
โดยจะมีปริมาณน้ำที่ไหลออกสู่ทะเลในช่วงน้ำเกิดมากกว่าในช่วงน้ำตาย
เนื่องจากช่วงน้ำเกิดจะมีความแตกต่างของระดับน้ำขึ้นลงค่อนข้างมาก
ปริมาณการไหลของน้ำจากแม่น้ำออกสู่ทะเลจึงมีมากในขณะที่น้ำทะเลลดต่ำลง
·
ความเข้มข้นของสารอาหารในภาคตัดขวางของแต่ละจุดที่ทำการสำรวจ
ทั้ง 3 จุด
ไม่มีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด
ปริมาณฟลักซ์ของแต่ละจุดที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับปริมาตรของมวลน้ำที่ไหลผ่านจุดสำรวจแต่ละจุด
และพบว่าจุดสำรวจบริเวณกลางลำน้ำเป็นจุดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงฟลักซ์ของธาตุอาหารมากที่สุด
เนื่องจากเป็นจุดที่มีปริมาณการไหลของน้ำ
ต่อหน่วยพื้นที่ภาคตัดขวางมากที่สุด
ซึ่งทิศทางการไหลของน้ำออกสู่ทะเลในช่วงน้ำเกิดจะมีมากกว่าในช่วงน้ำตายดังกล่าวแล้ว
·
การเปลี่ยนแปลงค่าความเข้มข้นของสารอาหารทั้งไนไตรท์
ไนเตรต
แอมโมเนีย
ฟอสเฟต
และซิลิเกต
เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือมีการเปลี่ยนแปลงตามค่าอัตราการไหลของน้ำ
·
ปริมาณฟลักซ์สุทธิของธาตุอาหารที่คำนวณได้เกือบทั้งหมดมีทิศทางออกสู่ทะเล
ทั้งน้ำเกิดและน้ำตาย
มีเพียงฟลักซ์ของแอมโมเนียในช่วงน้ำเกิดเท่านั้นที่แสดงค่าเป็นลบ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณมวลสารของแอมโมเนียที่ถ่ายเทจากทะเลสู่แม่น้ำนั้น
มากกว่ามวลสารที่ถ่ายเทจากแม่น้ำสู่ทะเล
ผลการศึกษาในครั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาของ
Dame
et al. (1986) ที่ศึกษาใน
North Inlet, South Carolina
ซึ่งพบว่าฟลักซ์ของธาตุอาหารมีทิศทางออกสู่ทะเล
และช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลงมีผลต่อปริมาณฟลักซ์ของธาตุอาหาร
และยังพบอีกว่าฟลักซ์ของธาตุอาหารที่ออกสู่ทะเลในช่วงน้ำเกิดจะสูงกว่าในช่วงน้ำตาย
(สุภาพร, 2533)
7.
แหล่งมลพิษทางน้ำที่สำคัญ
แหล่งมลพิษที่สำคัญรวม
10 แหล่ง
ที่ศึกษานี้
คือตัวแทนของแหล่งมลพิษประเภทต่างๆรวม
4 ประเภท คือ
ท่าเรือท่องเที่ยว
สะพานปลา/ท่าเทียบเรือประมง
นากุ้ง
และชุมชน
การศึกษาครอบคลุมการสำรวจลักษณะของแหล่ง
มลพิษนั้นๆ
ลักษณะของน้ำเสียที่ระบายออกสู่แหล่งน้ำ
และคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำที่รองรับน้ำเสีย
ผลการสำรวจนำมาประเมินสถานการณ์แหล่งมลพิษ
และลักษณะของการปนเปื้อนต่อแหล่งรองรับน้ำเสียจากแหล่งมลพิษนั้นๆ
เพื่อจุดประสงค์ในการทำความเข้าใจกับแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทต่างๆดังกล่าว
และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคุณภาพน้ำทะเลและทรัพยากรชายฝั่งทะเล
ผลการศึกษาสรุปได้ว่า
ประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษที่การระบายน้ำเสียส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำของแหล่งรองรับน้ำเสียคือ
สะพานปลา
และนากุ้ง
สำหรับท่าเรือท่องเที่ยวโดยทั่วไปจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ
การสำรวจชุมชนแสมสาร
ไม่แสดงผลว่าน้ำเสียจากชุมชนส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
ดังนั้น
ในการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล
หากพิจารณาเฉพาะท่าเรือท่องเที่ยว
สะพานปลา/ท่าเทียบเรือ
นากุ้ง
และชุมชนแล้ว
ควรมีการจัดการสะพานปลาและนากุ้ง
สำหรับชุมชนควรมีการสำรวจอย่างละเอียด
พร้อมประเมินสถานการณ์การปนเปื้อนของน้ำทะเล
อันเนื่องมาจากการระบายน้ำเสียจากชุมชน
ทั้งนี้เนื่องจากบางชุมชน
มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่แล้ว
หรือไม่มีการระบายน้ำเสียจากชุมชนลงชายฝั่งทะเลโดยตรง
|